เอนไซม์อาหารสัตว์จากงานวิจัยไทย

908 จำนวนผู้เข้าชม  | 

2552

เอนไซม์อาหารสัตว์จากงานวิจัยไทย

สวทช.- นักวิจัยไทยผลิต “เอนไซม์อาหารสัตว์” ช่วยเสริมสร้างให้สัตว์เลี้ยงแข็งแรง และเป็นการลดการนำเข้าเอนไซม์ราคาแพงจากต่างประเทศ และไม่สร้างสารพิษในลำไส้สัตว์

ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพอาหาร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า  “งานวิจัยเอนไซม์อาหารสัตว์เป็นการวิจัยเกี่ยวกับเอนไซม์สำหรับเสริมเข้าไปในอาหารสัตว์เพื่อให้สัตว์เจริญเติบโตได้ดี คือ เมื่อสัตว์ได้รับเอนไซม์เข้าไปจะช่วยย่อยอาหารได้ดีขึ้น”

“เนื่องจากสัตว์จะขาดเอนไซม์ในบางกลุ่มที่จำเป็นในการย่อยคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ใช่แป้ง อย่างเปลือกพืช กากเมล็ดธัญพืชที่เหลือจากการแปรรูป ที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ต่างๆ เช่น กาก รำ เป็นต้น อาหารจำพวกนี้สัตว์จะไม่สามารถย่อยได้ ดังนั้น ถ้าเราให้อาหารเหล่านี้โดยไม่เสริมเอนไซม์ สัตว์จะดูดซึมอาหารไม่ได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้สัตว์มีสุขภาพไม่แข็งแรงและผลผลิตที่ได้ก็จะต่ำ” ดร.วรรณพ กล่าว

ทั้งนี้ ดร.วรรณพ และทีม ได้พัฒนาเอนไซม์อาหารสัตว์ที่มีชื่อเรียกทางการค้าว่า A-zyme โดยพัฒนากระบวนการผลิตเอนไซม์ในสภาวะที่เหมาะสมและเลือกใช้จุลินทรีย์ที่ดี เพื่อนำมาผสมอาหารสัตว์ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ เป็นการเสริมสร้างให้เกิดการใช้เทคโนโลยีการหมักในระดับอุตสาหกรรมเพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และทดแทนการนำเข้าเอนไซม์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมสัตว์จากต่างประเทศ

สำหรับโจทย์งานวิจัยนี้เกิดจากภาคเอกชนที่เลี้ยงสุกรซึ่งจำเป็นต้องมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์เอนไซม์ราคาแพง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงตามไปด้วย ส่วนผลิตภัณฑ์เอนไซม์แต่ละชนิดนั้นมีความจำเพาะและความคงทนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาและชนิดของจุลินทรีย์ที่ใช้ในการผลิต อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ใช้เลี้ยงสัตว์ ทำให้ได้ผลและความคุ้มค่าในการนำมาใช้แตกต่างกัน

              “ผลิตภัณฑ์เอนไซม์ที่พัฒนาในต่างประเทศ โดยใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ไม่ใช้ในประเทศไทย จะมีความจำเพาะน้อยกว่าเมื่อนำเอนไซม์เหล่านี้เข้ามาใช้ในประเทศ อีกทั้งยังทำให้เราจะต้องสูญเสียดุลการค้าเพื่อนำเข้าในราคาแพง นอกจากนี้เอนไซม์ที่ผลิตจากต่างประเทศส่วนใหญ่จะผลิตจากจุลินทรีย์ที่คัดแยกได้จากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้อาจไม่ทนต่อสภาพแวดล้อมในประเทศไทยที่อากาศร้อน ส่งผลต่อเอนไซม์เสื่อมสภาพ มีประสิทธิภาพลดลง เมื่อนำมาใช้เลี้ยงสัตว์” ดร.วรรณพ อธิบาย

จุลินทรีย์ที่ใช้ในการผลิตเอนไซม์อาหารสัตว์นี้ได้มาจาก ธนาคารจุลินทรีย์ (Microbe Bank) ของไบโอเทค ซึ่งเป็นแหล่งที่มีจุลินทรีย์ให้บริการมากกว่า 20,000 ตัวอย่าง และเก็บรักษาจุลินทรีย์ตามมาตรฐาน ISO 9001 คือ เก็บรักษาในสภาพเยือกแข็งในถังไนโตรเจนเหลว หรือในหลอดแห้งสุญญากาศ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านจุลินทรีย์จะกำหนดขั้นตอน วิธีการจัดเก็บ เพื่อให้ได้จุลินทรีย์ที่ถูกต้อง มีชีวิตรอด และปราศจากการปนเปื้อน

 

ดร.วรรณพ กล่าวอีกว่า “จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ยังเกิดจากความตั้งใจของทีมนักวิจัยจากไบโอเทค สวทช.และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ร่วมกันคิดค้น และพัฒนาจุลินทรีย์ที่มีความเหมาะสมในการใช้ผลิตเอนไซม์ โดยมีการคัดเลือกจุลินทรีย์ที่มีศักยภาพสูง วิจัยและพัฒนาจนได้เป็นผลิตภัณฑ์เอนไซม์อาหารสัตว์ โดยสิ่งที่ต้องทำคือคัดเลือกเชื้อจุลินทรีย์ที่มีความสามารถสูงในสภาวะที่ต้องการ เหมาะสมกับสภาวะในตัวสัตว์ และปลอดภัย”

ทีมวิจัยได้นำเชื้อราแอสเปอร์จิลลัสมาจากธนาคารจุลินทรีย์ที่เก็บรักษาสายพันธุ์จุลินทรีย์ (Biotec Culture Collection) ของ  ไบโอเทค โดยคัดเลือกจุลินทรีย์กว่า 100 สายพันธุ์ และได้สายพันธุ์ซึ่งตรงตามเกณฑ์เพื่อ ผลิตเอนไซม์เพนโตซาเนสที่ทำงานได้ดีในลำไส้ของสัตว์ ไม่สร้างสารพิษและย่อยอาหารสัตว์ได้ และโดยธรรมชาติเชื้อราชนิดนี้ก็จะอาศัยอยู่ในดินทรายอยู่แล้ว

ดร.วรรณพ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อได้วิจัยและพัฒนาเอนไซม์เพนโตซาเนสขึ้นมาเป็นเอนไซม์ที่ใช้เสริมในอาหารเลี้ยงสัตว์เพื่อช่วยย่อย ทำให้สัตว์ได้สารอาหาร อาทิ แร่ธาตุและโปรตีนจากการย่อยของเอนไซม์ เป็นต้น อีกทั้งเอนไซม์เพนโตซาเนสยังเป็นเอนไซม์หลักสำหรับเลี้ยงสัตว์บก ซึ่งในอดีตต้องนำเข้า 100%

หากเกษตรกรไทยจะหันมาใช้เอนไซม์คุณภาพที่เหนือกว่าเอนไซม์นำเข้าและองค์ประกอบของเอนไซม์ที่ดีกว่าย่อมทำให้ได้ผลผลิตที่ได้มีประสิทธิภาพสูงตามไปด้วย นอกจากนี้ยังทีมวิจัยยังได้มีการนำไปทดลองใช้จริงในสุกรพบว่า ทำให้สุกรมีน้ำหนักมากขึ้น “อัตราแลกเนื้อ” ต่ำลง คือ ใช้อาหารน้อยลงแต่ได้น้ำหนักมากขึ้น ย่อยและดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น

ทีมวิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับ บริษัท เอเชีย สตาร์ แอนิมัล เฮลธ์ จำกัด เพื่อนำผลงานดังกล่าวไปพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ โดย ดร.วรรณพกล่าวว่า บริษัทได้เข้ามาดูงานและได้นำไปทดลองต่อในฟาร์มทั้งนี้ก็มองความเป็นไปได้ในการผลิตเอนไซม์ในปริมาณมาก ขยายขนาดการผลิตได้ง่ายและมีเทคโนโลยีรองรับ เอกชนจึงมีความมั่นใจในการนำผลงานวิจัยดังกล่าวไปต่อยอด

นอกจากนี้ การนำเข้าเอนไซม์เป็นยังปัญหาหลักของประเทศ โดยประเทศไทยต้องนำเข้าเอนไซม์เป็นมูลค่านับพันล้านบาท

อีกทั้งในปศุสัตว์ยังมีปัญหาเรื่องสัตว์ไม่ย่อย “สารเอ็นเอสพี” (NSP : Non-starch polysaccharides) ทำให้สัตว์กินอาหารแล้วไม่ย่อย สัตว์ขี้เหลว และดูดซึมอาหารไม่ได้ การพัฒนาผลงานวิจัยดังกล่าวจึงช่วยลดปัญหาสุขภาพเหล่านี้ของสัตว์ได้อีกด้วย

ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000133545&TabID=1

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้